- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
081-833-5925 (พี่ใหญ่)
- Msn Online แนะแนวเรียนต่อ
chutipas@hotmail.com
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมคนที่






ระบบการศึกษา
ประเทศอเมริกา จัดเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่นักเรียนไทยนิยมไปศึกษาต่อ เนื่องจากแหล่งสถานศึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ระบบการศึกษาของอเมริกาแต่ละรัฐ จะมีรูปแบบการควบคุมคุณภาพการเรียนการสอนและวางแผนการศึกษาของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ในรัฐใดจบจบชั้นมัธยนศึกษา หรือ Grade 12
สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนในระดับประถม และมัธยมศึกษาที่อเมริกา จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียนระดับประถม และมัธยมศึกษา จากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School ส่วนการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่างคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ซึ่งเรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่นจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นไปอีก ระบบการศึกษาของประเทศอเมริกาแบ่งเป็นระดับต่างๆดังต่อไปนี้
ระดับอนุบาลหรือวัยก่อนเข้าเรียน (Kindergarten)
เด็กๆ ในประเทศอเมริกาสามารถเข้าเรียนในระดับอนุบาลได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบเป็นต้นไป การศึกษาระดับนี้ไม่ได้เป็นการศึกษาภาคบังคับ หากแต่เน้นให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา
ระดับประถมศึกษา (Elementary Schools)
หมายถึงการศึกษาตั้งแต่ Grade 1 ถึง Grade 12 โดยโรงเรียนจะรับนักเรียนที่มีอายุ 6 ปี ขึ้นไป โดยหลักการแล้ว จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School) โรงเรียนประถมมีทั้งของรัฐบาล เอกชน และโรงเรียนศาสนา
ระดับมัธยมศึกษา (Junior High School / High School)
ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เริ่มเข้าเรียนตามปกติและ เรียนต่อเนื่องไปโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระดับนี้ต้องเรียนวิชาพื้นฐานคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติหรือพลศึกษาด้วย นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในประเทศ อเมริกามีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School เนื่องจากโรงเรียน รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้ โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วและไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ในประเทศอเมริกา
ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)
สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภทดังนี้
- วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges) นักเรียนที่เรียนในวิทยาลัย
Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตรคือ
- Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษา จะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด
- Terminal / Vocation Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปี แล้วนักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น
- วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่ง เปิดสอนถึงระดับปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิ์ เทียบเท่า University ทุกประการ
- มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ
- สถาบันเทคโนโลยี (Institution of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอน จนถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปีการศึกษา
ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดเภาครียน แตกต่างกันออกไปดังนี้
ระบบ Semester
เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้- Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม
- Spring Semester ประมาณต้นมกราคม - เมษายน
- Summer Session ประมาณกลางพฤษภาคม - สิงหาคม
ระบบ Quarter
ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ดังนี้- Fall Quarter ประมาณกลางกันยายน - ธันวาคม
- Winter Quarter ประมาณมกราคม - กลางมีนาคม
- Spring Quarter ประมาณต้นเมษายน - กลางมิถุนายน
- Summer Quarter ประมาณกลางมิถุนายน - สิงหาคม
ระบบ Trimester
ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้- First Semester ประมาณกันยายน - ธันวาคม
- Second Semester ประมาณมกราคม - เมษายน
- Third Semester ประมาณพฤษภาคม - สิงหาคม
ระบบ 4-1-4
เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียนดังนี้- Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม
- Interim ประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
- Spring Semester ประมาณกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม
การสมัครเข้าสถานศึกษา
นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เนื่องจากากรติดต่อสถานศึกษา การสอบต่างๆ การส่งเอกสาร และการพิจารณาใบสมัครต้องใช้เวลามาก การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการได้เอง โดยขอ ใบสมัครไปที Office of Admission ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโท หรือเอกต้องเขียนขอใบสมัครไปที่ Graduate School Admission Office หรือ Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน หรือนักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตโดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วน และดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่ สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณาหากทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร
หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษาประมาณ 3-6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อกลับ มาจากสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งรายละเอียด และใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้ ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมา และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่สถานศึกษา ต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัครหรือนักศึกษาอาจติดต่อตัวแทนสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการสมัคร
เอกสารที่ใช้ในการสมัครสถานศึกษา
- แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียนร้อยแล้ว
- ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) 30-100 เหรียญสหรัฐฯ (แล้วแต่สถานศึกษากำหนด)ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม
- ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง
- ผลสอบ TOEFL, GRE หรือ GMAT สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ตามที่ สถานศึกษานั้นๆ ต้องการ ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษา โดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report)
- จดหมายรับรองฐานะการเงิน (Financial Statement) ของผู้ปกครอง จากสถาบันการเงินที่ ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุนควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
- จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2-3 ฉบับ จากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา
- เรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด ประมาณ 300-500 คำ
เอกสารเหล่านี้ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้ว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า I-20 Form มาให้เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้ เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน สถานศึกษาหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย
.............พี่ๆทีมงาน working education
กลับสู่ด้านบน

- น้องชนก สำโรงทอง และน้องเศรษฐิวงศ์ มุสิกะสินธร ได้มอบความไว้วางใจ ให้เราได้เป็นผู้ดูแลเรื่อง คอร์สเรียน General English น้องๆคนไหนอยากเรียนอย่างน้องต้...
- เมื่อ..2009-05-09
- .....อ่านต่อ

- ทางเราได้รับความไว้วางใจจากดารา คุณนก สินจัย ได้พาน้องกัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน มาฝากเรียนต่อกับทางทีมงานเรา เพื่อยืนยันในความมีมาตรฐาน ของสถาบัน........
- เมื่อ..2008-01-22
- .....อ่านต่อ .....อ่านทั้งหมด

