• สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
    081-833-5925 (พี่ใหญ่)


  • Msn Online แนะแนวเรียนต่อ
    chutipas@hotmail.com

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมคนที่

ระบบการศึกษา

  1. การศึกษาทั่วไป
  2. ปีการศึกษา
  3. การสมัครเข้าสถานศึกษา
  4. เอกสารที่ใช้ในการสมัครสถานศึกษา

ประเทศอเมริกา จัดเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่นักเรียนไทยนิยมไปศึกษาต่อ เนื่องจากแหล่งสถานศึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ระบบการศึกษาของอเมริกาแต่ละรัฐ จะมีรูปแบบการควบคุมคุณภาพการเรียนการสอนและวางแผนการศึกษาของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ในรัฐใดจบจบชั้นมัธยนศึกษา หรือ Grade 12

สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนในระดับประถม และมัธยมศึกษาที่อเมริกา จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียนระดับประถม และมัธยมศึกษา จากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School ส่วนการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่างคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ซึ่งเรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่นจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นไปอีก ระบบการศึกษาของประเทศอเมริกาแบ่งเป็นระดับต่างๆดังต่อไปนี้

ระดับอนุบาลหรือวัยก่อนเข้าเรียน (Kindergarten)

เด็กๆ ในประเทศอเมริกาสามารถเข้าเรียนในระดับอนุบาลได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบเป็นต้นไป การศึกษาระดับนี้ไม่ได้เป็นการศึกษาภาคบังคับ หากแต่เน้นให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา

ระดับประถมศึกษา (Elementary Schools)

หมายถึงการศึกษาตั้งแต่ Grade 1 ถึง Grade 12 โดยโรงเรียนจะรับนักเรียนที่มีอายุ 6 ปี ขึ้นไป โดยหลักการแล้ว จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School) โรงเรียนประถมมีทั้งของรัฐบาล เอกชน และโรงเรียนศาสนา

ระดับมัธยมศึกษา (Junior High School / High School)

ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เริ่มเข้าเรียนตามปกติและ เรียนต่อเนื่องไปโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระดับนี้ต้องเรียนวิชาพื้นฐานคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติหรือพลศึกษาด้วย นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในประเทศ อเมริกามีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School เนื่องจากโรงเรียน รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้ โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วและไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ในประเทศอเมริกา

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges) นักเรียนที่เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตรคือ
    • Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษา จะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด
    • Terminal / Vocation Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปี แล้วนักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น
  2. วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่ง เปิดสอนถึงระดับปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิ์ เทียบเท่า University ทุกประการ
  3. มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ
  4. สถาบันเทคโนโลยี (Institution of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอน จนถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
....................................................................................................

ปีการศึกษา

ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดเภาครียน แตกต่างกันออกไปดังนี้

ระบบ Semester

เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้
  • Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม
  • Spring Semester ประมาณต้นมกราคม - เมษายน
  • Summer Session ประมาณกลางพฤษภาคม - สิงหาคม

ระบบ Quarter

ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ดังนี้
  • Fall Quarter ประมาณกลางกันยายน - ธันวาคม
  • Winter Quarter ประมาณมกราคม - กลางมีนาคม
  • Spring Quarter ประมาณต้นเมษายน - กลางมิถุนายน
  • Summer Quarter ประมาณกลางมิถุนายน - สิงหาคม

ระบบ Trimester

ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้
  • First Semester ประมาณกันยายน - ธันวาคม
  • Second Semester ประมาณมกราคม - เมษายน
  • Third Semester ประมาณพฤษภาคม - สิงหาคม

ระบบ 4-1-4

เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียนดังนี้
  • Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม
  • Interim ประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
  • Spring Semester ประมาณกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม
....................................................................................................

การสมัครเข้าสถานศึกษา

นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เนื่องจากากรติดต่อสถานศึกษา การสอบต่างๆ การส่งเอกสาร และการพิจารณาใบสมัครต้องใช้เวลามาก การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการได้เอง โดยขอ ใบสมัครไปที Office of Admission ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโท หรือเอกต้องเขียนขอใบสมัครไปที่ Graduate School Admission Office หรือ Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน หรือนักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตโดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วน และดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่ สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณาหากทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร

หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษาประมาณ 3-6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อกลับ มาจากสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งรายละเอียด และใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้ ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมา และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่สถานศึกษา ต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัครหรือนักศึกษาอาจติดต่อตัวแทนสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการสมัคร

....................................................................................................

เอกสารที่ใช้ในการสมัครสถานศึกษา

  1. แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียนร้อยแล้ว
  2. ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) 30-100 เหรียญสหรัฐฯ (แล้วแต่สถานศึกษากำหนด)ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม
  3. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง
  4. ผลสอบ TOEFL, GRE หรือ GMAT สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ตามที่ สถานศึกษานั้นๆ ต้องการ ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษา โดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report)
  5. จดหมายรับรองฐานะการเงิน (Financial Statement) ของผู้ปกครอง จากสถาบันการเงินที่ ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุนควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
  6. จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2-3 ฉบับ จากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา
  7. เรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด ประมาณ 300-500 คำ

เอกสารเหล่านี้ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้ว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า I-20 Form มาให้เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้ เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน สถานศึกษาหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย

.............พี่ๆทีมงาน working education

กลับสู่ด้านบน

  • น้องชนก สำโรงทอง และน้องเศรษฐิวงศ์ มุสิกะสินธร ได้มอบความไว้วางใจ ให้เราได้เป็นผู้ดูแลเรื่อง คอร์สเรียน General English น้องๆคนไหนอยากเรียนอย่างน้องต้...
  • เมื่อ..2009-05-09
  • .....อ่านต่อ
  • ทางเราได้รับความไว้วางใจจากดารา คุณนก สินจัย ได้พาน้องกัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน มาฝากเรียนต่อกับทางทีมงานเรา เพื่อยืนยันในความมีมาตรฐาน ของสถาบัน........
  • เมื่อ..2008-01-22
  • .....อ่านต่อ
  • .....อ่านทั้งหมด